เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์จับกุมนายประจักษ์ อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายและเป็นบัญชีม้าให้เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังคนร้ายแอบอ้างเป็นตำรวจ โทรศัพท์ข่มขู่ให้โอนเงินและนำเงินสดมาส่งมอบ โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่งผลให้ผู้เสียหายสูญเงินรวมเกือบ 10 ล้านบาท
คดีนี้สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ทินกรสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในทุกมิติ ต่อมา พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 (ผบก.สอท.3) ได้มอบหมายให้ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 สืบสวนกรณีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ข้าราชการครูรายหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ได้รับโทรศัพท์จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวหาว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง พร้อมข่มขู่ว่าต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงเพิ่มเพื่อนทางไลน์และปฏิบัติตามคำสั่งของคนร้าย โดยถูกสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่กำหนด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 รวมถึงวันที่ 1 และ 8 กันยายน 2569 ทั้งหมด 5 ครั้ง เป็นเงินรวม 5 ล้านบาท นอกจากนี้ คนร้ายยังสั่งให้ผู้เสียหายนำเงินสดไปส่งมอบให้ในวันที่ 21 และ 24 กันยายน 2569 บริเวณห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ รวมเป็นเงิน 4,491,000 บาท ทำให้มูลค่าความเสียหายทั้งหมดอยู่ที่ 9,491,000 บาท
หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผู้กำกับการ 3 บก.สอท.3 ได้นำกำลังตำรวจในสังกัดประสานความร่วมมือกับชุดสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ลงพื้นที่สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายได้สำเร็จ
ล่าสุด พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภัทรเดช ภัทรบุตรเพชร และ พ.ต.ท.ธนวัฒน์ แจ้งสว่าง รอง ผกก.3 บก.สอท.3 รวมถึง พ.ต.ท.ศิรสิทธิ์ ทันศรี และ พ.ต.ต.ธนพล หะลีบุตร สว.กก.3 บก.สอท.3 นำกำลังเข้าจับกุมนายประจักษ์ อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนนำไปส่งต่อให้เครือข่าย และเป็นบัญชีม้าของขบวนการ ตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 348/2569 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยจับกุมได้บริเวณริมถนนหน้าอาคารเคหะแห่งหนึ่ง ย่านถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาทั้ง 5 ครั้งจริง อีกทั้งยังยอมรับว่าเดินทางไปรับเงินสดจากผู้เสียหายในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วยตัวเอง 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 2,491,000 บาท และครั้งที่สองจำนวน 2,000,000 บาท โดยได้รับคำสั่งจากชายรายหนึ่งผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถติดต่อได้แล้ว
ผู้ต้องหาระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากเบิกถอนเงินสดจากธนาคารและรับเงินจากผู้เสียหายมาแล้ว จะทยอยส่งมอบเงินทั้งหมดให้กับบุคคลที่ถูกส่งมารับเงินบริเวณเคหะแห่งหนึ่ง ย่านถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน รวมถึงสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยมีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเนื่องจากการสมคบกันดังกล่าว และร่วมกันฟอกเงิน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.3 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด รวมถึงผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด เพื่อนำกลับคืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป