เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 พ่อและแม่ของเด็กชายวัย 5 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 เดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หลังอ้างว่าลูกชายถูกครูพี่เลี้ยงของโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดกรุงเทพมหานครลงโทษด้วยวิธีไม่เหมาะสม ด้วยการสั่งให้ถอดชุดนักเรียนและกางเกงชั้นในจนเหลือเพียงถุงเท้า ก่อนให้ยืนอยู่ภายในห้องเรียนต่อหน้าเพื่อน ส่งผลให้เด็กเกิดความอับอายและถูกเพื่อนล้อเลียน
ครอบครัวระบุว่า หลังเกิดเหตุ เด็กมีอาการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งซึมเศร้า ไม่ยอมรับประทานอาหาร นอนไม่หลับ หวาดกลัว และไม่อยากกลับไปโรงเรียน ขณะที่ทางโรงเรียนยังไม่มีมาตรการลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดต่อครูพี่เลี้ยงผู้ถูกกล่าวหา ทำให้ผู้ปกครองกังวลว่าอาจเกิดเหตุลักษณะเดียวกันกับเด็กคนอื่นอีก
มารดาของเด็กเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยหลังเลิกเรียน ย่าของเด็กสังเกตเห็นว่าชุดนักเรียนถูกสวมกลับด้าน เมื่อตรวจสอบจึงทราบจากคำบอกเล่าของเด็กว่า ถูกครูพี่เลี้ยงสั่งถอดเสื้อผ้าและให้ยืนหน้าห้องเรียน เนื่องจากทำงานระบายสีไม่เสร็จ เด็กร้องไห้และบอกว่ารู้สึกอับอาย
ต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม เด็กได้เล่ารายละเอียดให้ผู้เป็นแม่ฟังด้วยตนเองว่า ถูกถอดเสื้อผ้าจนเหลือเพียงถุงเท้า และถูกให้ยืนต่อหน้าเพื่อนในห้องเรียน ทำให้มารดารู้สึกตกใจและไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้น ผู้ปกครองได้สอบถามข้อเท็จจริงผ่านกลุ่มไลน์ห้องเรียน แต่ไม่ได้รับคำชี้แจง ก่อนที่ครูพี่เลี้ยงจะติดต่อกลับทางไลน์ส่วนตัวและยอมรับว่าเป็นผู้ลงโทษเด็กจริง โดยให้เหตุผลว่าเด็กค่อนข้างดื้อและไม่ต้องการใช้วิธีตี พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในห้องเรียนเท่านั้น
ครอบครัวยืนยันว่าได้เก็บข้อความและหลักฐานทั้งหมดไว้ พร้อมพาลูกชายเข้าแจ้งความที่ สน.ราษฎร์บูรณะ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม จากนั้นเข้าพบผู้บริหารโรงเรียนในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่าทางโรงเรียนสามารถดำเนินการได้เพียงการตักเตือน และเสนอให้เด็กย้ายห้องเรียนแทน แต่ผู้ปกครองไม่เห็นด้วย เนื่องจากกังวลว่าครูผู้ก่อเหตุยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเห็นว่าครูผู้ดูแลเด็กเล็กควรใช้หลักจิตวิทยาและวิธีการสอนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกับเด็กวัยเพียง 5 ขวบ ซึ่งควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและความอ่อนโยน
ทั้งนี้ มูลนิธิฯ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการทางวินัยต่อผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามความคืบหน้าทางคดีกับพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ ขณะเดียวกันจะพาเด็กเข้ารับการประเมินและเยียวยาสภาพจิตใจจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ หากครอบครัวมีความประสงค์จะย้ายโรงเรียนให้บุตรหลาน มูลนิธิฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือและประสานงานด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมต่อไป