วันที่ 2 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยรามคำแหงเร่งสำรวจและฟื้นฟูพื้นที่ หลังเผชิญน้ำท่วมหนักต่อเนื่องหลายวัน โดยบางจุดมีระดับน้ำสูงเกือบ 2 เมตร ส่งผลให้อาคารมากกว่าครึ่งจากทั้งหมด 65 อาคารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค เบื้องต้นคาดมูลค่าความเสียหายอาจสูงกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่มหาวิทยาลัยยืนยันสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้ตามกำหนด และการสอบปลายภาคยังคงจัดตามกำหนดเดิม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายภายในมหาวิทยาลัย ภายหลังเกิดน้ำท่วมหนักตั้งแต่คืนวันที่ 25 กันยายน 2569 โดยบางพื้นที่มีระดับน้ำสูงเกือบ 2 เมตร และน้ำท่วมขังต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม รวมระยะเวลากว่า 6 วัน
ล่าสุด ระดับน้ำภายในมหาวิทยาลัยลดลงจนเกือบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เจ้าหน้าที่และบุคลากรจึงเร่งทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมสำรวจความเสียหายของอาคาร อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภค เพื่อเร่งฟื้นฟูมหาวิทยาลัยให้กลับมาเปิดให้บริการได้โดยเร็ว

ตลอดช่วงที่เกิดน้ำท่วม มหาวิทยาลัยหลีกเลี่ยงการสูบน้ำออกไปยังถนนและชุมชนโดยรอบ เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มผลกระทบให้กับประชาชน ประกอบกับพื้นที่มหาวิทยาลัยมีระดับต่ำกว่าถนนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้การระบายน้ำออกจากพื้นที่เป็นไปได้ยาก และต้องใช้เวลาหลายวันกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
กว่าครึ่งของ 65 อาคารได้รับความเสียหาย
จากการสำรวจเบื้องต้น มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีอาคารทั้งหมด 65 อาคาร โดยมากกว่าครึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ ทั้งอาคารเรียน หน่วยงานสนับสนุนการศึกษา และพื้นที่ให้บริการนักศึกษา อาทิ สถาบันคอมพิวเตอร์ คณะศึกษาศาสตร์ สำนักบริการทางวิชาการและทดสอบประเมินผล หรือ สวป. กองกิจการนักศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ สำนักกีฬา สำนักการแพทย์และอนามัย คณะรัฐศาสตร์ สำนักหอสมุดกลาง โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมถึงคณะมนุษยศาสตร์

หลังระดับน้ำลดลง มหาวิทยาลัยยังต้องใช้เวลาในการทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่ ขณะที่การซ่อมแซมบางส่วนอาจใช้เวลานาน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า ตู้ควบคุมระบบ และหม้อแปลงไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างละเอียดก่อนนำกลับมาใช้งาน
ประเมินความเสียหายอาจเกิน 200 ล้านบาท
สำหรับมูลค่าความเสียหาย เบื้องต้นผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ระบุว่า อาจสูงถึง 200 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น เนื่องจากในช่วงประเมินครั้งแรกยังมีทรัพย์สินอีกจำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำและไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ทั้งหมด
ขณะนี้มูลค่าความเสียหายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีทรัพย์สิน อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภคอีกหลายส่วนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยแต่ละหน่วยงานจะต้องสำรวจและรวบรวมรายละเอียด ก่อนนำมาสรุปเป็นตัวเลขความเสียหายทั้งหมดอีกครั้ง
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่สุดที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องเผชิญในรอบกว่า 4 ทศวรรษ เมื่อพิจารณาทั้งระดับน้ำ ระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารและระบบสาธารณูปโภค
ยืนยันเปิดเรียน 5 ต.ค. สอบปลายภาคไม่เลื่อน
ด้านการเรียนการสอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ระบุว่า มหาวิทยาลัยจะสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 โดยสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรต่าง ๆ
ส่วนการสอบปลายภาค ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-28 ตุลาคม 2569 ยังคงดำเนินการตามกำหนดเดิม โดยมหาวิทยาลัยได้เตรียมพื้นที่และแผนรองรับไว้แล้ว เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าสอบได้โดยไม่ต้องเลื่อนกำหนดการ

ย้อนรอยน้ำท่วมรามคำแหง ปี 2526 ถึง 2554
หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ พื้นที่หัวหมากและมหาวิทยาลัยรามคำแหงเคยเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2526 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงของกรุงเทพมหานครในช่วงเวลานั้น
รายงานการศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA ระบุว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2526 เป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในกลุ่มเหตุการณ์น้ำท่วมหลายครั้งในช่วงดังกล่าว โดยพื้นที่รามคำแหงและพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ บางส่วนมีน้ำท่วมขังนานกว่า 2 เดือน ขณะที่ภาพบันทึกบริเวณหัวหมากระบุว่ามีน้ำท่วมตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม 2526
ต่อมาในปี 2554 ประเทศไทยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนและนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องปรับปฏิทินการศึกษา โดยเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2/2554 พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการยกเว้นค่าหน่วยกิต ค่าธรรมเนียม และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 กรุงเทพมหานครเผชิญฝนตกต่อเนื่องในปริมาณสูง โดยมีรายงานปริมาณฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน และถูกเปรียบเทียบว่าเป็นสถานการณ์ฝนหนักที่สุดในรอบ 43 ปี นับจากปี 2526
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพให้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่หัวหมาก ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับสถานการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต