วันที่ 25 กันยายน 2569 มีรายงานเรื่องราวของครอบครัว 3 ชีวิตในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่กำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก หลังพี่ชายซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์และเป็นเสาหลักของครอบครัวตกงาน ขณะที่ผู้เป็นแม่ประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้ครอบครัวขาดรายได้ และถูกตัดน้ำประปา-ไฟฟ้ามานานกว่า 2 เดือน
สมาชิกในครอบครัวประกอบด้วยแม่ พี่ชาย และนายบี (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาระดับชั้น ม.6 โดยในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอและพี่ชายต้องออกตระเวนหาอาหารตามถังขยะบริเวณร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และจุดต่าง ๆ ที่เดินผ่าน เพื่อนำอาหารที่ยังสามารถรับประทานได้กลับมาแบ่งกันกินภายในบ้าน เพื่อประทังชีวิตในช่วงที่ยังไม่มีรายได้
นายบี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวไม่ได้มีความเป็นอยู่ลำบากถึงขั้นนี้ แต่หลังจากพี่ชายตกงานและยังไม่สามารถหางานใหม่ได้ ประกอบกับแม่ประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ ทำให้รายได้ของครอบครัวหายไปทั้งหมด สุดท้ายจึงต้องปรับตัวและพยายามหาทางอยู่รอดในแต่ละวัน
นายบี กล่าวว่า แม้หลายคนอาจมองว่าอาหารจากถังขยะเป็นสิ่งสกปรก แต่สำหรับตนและพี่ชาย อาหารบางส่วนยังอยู่ในสภาพที่สามารถรับประทานได้ และช่วยให้ครอบครัวมีอาหารกินครบทั้ง 3 มื้อ โดยทั้งสองคนยังคงพยายามสมัครงานและมองหาโอกาสในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลับมามีรายได้และไม่ต้องใช้ชีวิตในลักษณะนี้อีก
เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่เลือกไปขออาหารจากวัด นายบี อธิบายว่า ตนมองว่าการออกไปเก็บอาหารที่เหลือทิ้งนั้น ไม่ได้เป็นการรบกวนหรือเบียดเบียนใคร อีกทั้งยังสามารถหาอาหารกลับมาแบ่งกันรับประทานภายในครอบครัวได้ จึงเลือกใช้วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
ส่วนปัญหาการถูกตัดน้ำประปาและไฟฟ้านั้น แม้ในช่วงแรกจะสร้างความลำบากอย่างมาก แต่ทุกคนในบ้านพยายามปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ โทรศัพท์มือถือจะนำออกไปชาร์จไฟจากภายนอก ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณ Wi-Fi สาธารณะ ขณะที่น้ำสำหรับอุปโภคบริโภคยังพอมีเหลืออยู่ในแท็งก์เก็บน้ำ ส่วนการเข้าห้องน้ำต้องอาศัยใช้บริการตามปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน
นายบี ยังกล่าวถึงอนาคตของตัวเองว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีโอกาสศึกษาต่อ แต่เชื่อว่าการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่สายเกินไป หากมีโอกาสก็อยากกลับไปเรียนควบคู่กับการทำงาน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว
สำหรับความช่วยเหลือที่ต้องการในเวลานี้ นายบี ระบุว่า หากมีผู้ใหญ่ใจดีช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำและค่าไฟฟ้าที่ค้างชำระอยู่ ก็น่าจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้น โดยปัจจุบันมีค่าน้ำค้างชำระประมาณ 3,000-4,000 บาท และค่าไฟฟ้าประมาณ 7,000-8,000 บาท
อย่างไรก็ตาม นายบี ยืนยันว่า แม้จะไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ ครอบครัวก็จะพยายามปรับตัวและต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป พร้อมยอมรับว่าไม่อยากให้เรื่องราวของครอบครัวกลายเป็นกระแสข่าวใหญ่ เพราะกังวลว่าจะมีผู้ที่ไม่เข้าใจข้อเท็จจริงเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จนส่งผลกระทบต่อครอบครัวในภายหลัง