ข่าวโซเชียล

เดือด! ผอ.JIC สวนอาชญากรรมสงครามไม่ใช่เรื่องพาดหัว จี้กัมพูชาตอบ BM-21 ใครยิง

|
เดือด! ผอ.JIC สวนอาชญากรรมสงครามไม่ใช่เรื่องพาดหัว จี้กัมพูชาตอบ BM-21 ใครยิง

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการสถานการณ์ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีสื่อกัมพูชานำความเห็นของช่างภาพข่าวชาวฝรั่งเศสมาระบุว่า การกระทำของทหารไทยอาจเข้าข่าย อาชญากรรมสงคราม ว่า ประเทศไทยเคารพเสรีภาพของสื่อและสิทธิในการตั้งคำถาม แต่คำว่า อาชญากรรมสงคราม เป็นข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่ร้ายแรง จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่จากความเห็นหรือภาพเพียงด้านเดียว

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า หากจะตรวจสอบว่าใครละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยประเทศไทยมีหลักฐานเกี่ยวกับการยิงจรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่พลเรือนของไทย รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จรวด BM-21 ตกในพื้นที่พลเรือน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้พลเรือนไทยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

คำถามทางกฎหมายจึงง่ายมากครับว่า ใครยิง? ยิงจากที่ใด? เป้าหมายคืออะไร? และผลกระทบต่อพลเรือนคืออะไร? นี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบอย่างเป็นกลาง พล.อ.อ.ประภาสกล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายไทยกำลังกล่าวหาว่ากัมพูชาก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินว่าเหตุการณ์ใดเป็นอาชญากรรมสงคราม เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายและผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของ JIC ที่จะตัดสินแทนศาล

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องแยกแยะระหว่างพลเรือนกับเป้าหมายทางทหาร และต้องคุ้มครองพลเรือน ดังนั้น หากมีการใช้อาวุธที่มีลักษณะกระจายผลกระทบอย่าง BM-21 ยิงเข้าสู่ชุมชนพลเรือน เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยได้ประกาศหลักการเช่นเดียวกันว่า แม้เผชิญการโจมตี ไทยยังคงผูกพันกับหลัก Necessity, Proportionality และ Distinction และมีหน้าที่ลดอันตรายต่อพลเรือน

เมื่อถามว่าไทยมีหลักฐานพร้อมหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาสตอบว่า พร้อม พร้อมย้ำว่า ไทยไม่ได้ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยเป็นผู้พูด แต่ขอให้ตรวจสอบหลักฐาน ดังกล่าวประกอบด้วย ลำดับเหตุการณ์ จุดตกและความเสียหายของอาวุธ ภาพถ่ายและวิดีโอ ข้อมูลทางเทคนิค พยานในพื้นที่ ตลอดจนหลักฐานทางกายภาพที่เกี่ยวข้อง

หากมีข้อกล่าวหาต่อประเทศไทย เราก็พร้อมให้ตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผอ.JIC กล่าว พร้อมระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า

Thailand is not asking the world to choose sides. We are asking the world to examine the evidence.

ทั้งนี้ ไทยเคยชี้แจงต่อคณะทูตว่า เมื่อวันที่ 7-8 ธันวาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงและมีการใช้ BM-21 ต่อพื้นที่พลเรือน ขณะที่การตอบโต้ของไทยอ้างสิทธิป้องกันตนเองและจำกัดต่อเป้าหมายทางทหาร ภายใต้หลัก Necessity และ Proportionality

ผอ.JIC ยังกล่าวย้ำว่า War crimes are determined by law and evidence, not by headlines. Thailand is ready for impartial scrutiny. We ask only that the same standard be applied to all sides-including the firing of BM-21 rockets into Thai civilian communities that caused civilian deaths and injuries.

อย่าตัดสินสงครามจากภาพเดียว อย่าตัดสินกฎหมายจากพาดหัวข่าว และอย่าตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline และหลักฐานของทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผอ.JIC กล่าว

ABOUT THE AUTHOR

neen

ทีมข่าว Siam News