จากประเด็นร้อนเมื่อทายาทเจ้าของที่ดินออกมาเรียกร้องสิทธิ์บนที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น พื้นที่ 21 ไร่ หลังนายเฮียงบริจาคให้วัดเมื่อปี 2533 แต่ทายาทออกมาระบุยังไม่มีการโอนที่ดินอย่างเป็นทางการ จนเรื่องไปถึงชั้นศาล เมื่อฝ่ายทายาทฟ้องร้องวัด แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ก่อนต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 30-40 คนนั่งรถตู้นำท่อปูนมาขวางทางเข้าออกวัด ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องรวม 3 คดี โดยมีทั้งคดีร่วมกันบุกรุก คดีแจ้งความเท็จ และคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
พ.ต.อ. ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า คดีแรกเป็นกรณีร่วมกันบุกรุก ซึ่งเกิดขึ้นภายในวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยตำรวจตรวจสอบบุคคลที่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์และสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้แล้วทั้งหมด 16 คน เบื้องต้นออกหมายเรียกไปแล้ว 7 คน โดยหนึ่งในนั้นคือป้าดา ซึ่งมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 27 สิงหาคมนี้
สำหรับบุคคลทั้ง 16 คน ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง โดยได้สอบพยานฝั่งวัด รวมถึงผู้รับจ้างเทปูน ผู้ที่นำท่อเข้ามาในพื้นที่ และเจ้าของร้านวัสดุเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงคนขับรถส่งวัสดุที่ยังไม่ได้เข้าให้ปากคำ แต่ได้ติดต่อกับตำรวจแล้ว และแจ้งว่าจะเข้าพบหลังเสร็จธุระ
ตำรวจยังฝากถึงบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปเหตุการณ์ หากพบว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำและชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่จะรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดีแจ้งความเท็จ หลังเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเข้าแจ้งความกับตำรวจเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้นัดสอบปากคำในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ พร้อมออกหมายเรียกพยาน 2 คน ซึ่งมีรายชื่อเป็นพยานในเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาให้ปากคำด้วย ขณะที่คดีที่ 3 เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังมีประชาชนเข้าแจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่ปรากฏในคลิป
โดยกล่าวหาว่ามีลักษณะการใช้ถ้อยคำแอบอ้างเบื้องสูง เบื้องต้นหลังรับแจ้งความ ตำรวจจะรายงานเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับ ก่อนรอแนวทางจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรอบคอบ และป้องกันไม่ให้มีการกลั่นแกล้งกันในคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ป้าดา และกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ร่วมกันเข้าไปในวัด อาจเข้าข่ายความผิดฐานอั้งยี่หรือซ่องโจรเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตำรวจระบุว่า การกระทำเกี่ยวกับการบุกรุกเป็นความผิดทางอาญาอยู่แล้ว แต่ในส่วนของเจตนาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการรวมตัวกันและมีเจตนาร่วมกันเพื่อบุกรุกวัดตั้งแต่ต้นหรือไม่
หากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่ามีเจตนาร่วมกันในการบุกรุก และมีการรวมตัวกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป พนักงานสอบสวนก็สามารถพิจารณาเรียกผู้เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐานอั้งยี่หรือซ่องโจรได้ โดยต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี