วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก กรมการแพทย์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเตือนประชาชนเกี่ยวกับการใช้กลุ่มยาร่วมกับยารักษาไมเกรน โดยระบุว่า การรับประทานยาไมเกรนบางชนิดร่วมกับยาบางกลุ่มเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Ergotism (เออร์โกติซึม) ซึ่งในรายที่รุนแรงอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณปลายมือปลายเท้าไม่เพียงพอจนเนื้อเยื่อตายได้ โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันโดยสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์
Ergotism (เออร์โกติซึม) คือ ภาวะได้รับพิษจากสารกลุ่มเออร์กอต สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง รวมถึงส่งผลต่อระบบประสาท อาการสำคัญแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
1. แบบเนื้อร้ายตายเน่า หลอดเลือดส่วนปลาย (โดยเฉพาะนิ้วมือ นิ้วเท้า) หดตัวอย่างหนักจนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่ได้ ปลายมือปลายเท้าชา/เย็น เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ และเนื้อเยื่อตาย
2. แบบชักเกร็ง/ประสาท สารไปกดหรือกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก ปวดเกร็ง เห็นภาพหลอน
โดยปัจจุบัน สาเหตุหลักของ เออร์โกติซึม มักเกิดจาก การรับประทานยา Ergotamine (ยาแก้ไมเกรน) ร่วมกับกลุ่มยา ดังนี้
-ยาต้านไวรัส HIV (เช่น Ritonavir)
-ยาฆ่าเชื้อ/ยาปฏิชีวนะ (เช่น Erythromycin, Clarithromycin)
-ยาฆ่าเชื้อรา (เช่น Ketoconazole)
ทั้งนี้ การใช้ยารักษาไมเกรนควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับประทานยาชนิดอื่นเป็นประจำ ไม่ควรซื้อยามารับประทานร่วมกันเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างกันและส่งผลต่อความปลอดภัยได้
หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา เช่น ปลายมือปลายเท้าชา เย็น หรือมีสีคล้ำผิดปกติ รวมถึงมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก หรือเห็นภาพหลอน ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
