กรณีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินของ วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสังคม หลังมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายทายาทของ นายเฮียง พิมพ์ศรี อดีตเจ้าของที่ดิน โดยยื่นฟ้องเรียกร้องสิทธิในที่ดินบางส่วนของวัด จนเกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นของวัดหรือของทายาทกันแน่
ล่าสุด นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ที่ดินของวัดป่าอดุลยารามแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินโฉนดเนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ และที่ดินเอกสารสิทธิ ส.ค.1 อีกประมาณ 5 ไร่ รวมเนื้อที่ราว 26 ไร่
นายกฤศกรอธิบายว่า เดิมนายเฮียงได้มอบที่ดินดังกล่าวให้สำนักสงฆ์ ก่อนจะได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นวัดอย่างถูกต้องในปี 2541 และต่อมานายเฮียงได้เสียชีวิตลง หลังจากนั้นภรรยาของนายเฮียงได้ยื่นฟ้องขอคืนที่ดินเฉพาะส่วน ส.ค.1 จำนวน 5 ไร่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการยกให้วัด แม้จะยอมรับว่าที่ดินโฉนด 21 ไร่ได้มอบให้วัดแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจนถึงชั้นฎีกา และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินส่วน ส.ค.1 เป็นทรัพย์สินของวัด ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้สิทธิของวัดตามกฎหมาย
ภายหลังภรรยาของนายเฮียงเสียชีวิต บุตรสาวได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก โดยอ้างว่าชื่อเจ้าของในเอกสารสิทธิยังเป็นชื่อของบิดา ก่อนดำเนินการขอออกโฉนดใหม่จากที่ดิน ส.ค.1 จนมีเนื้อที่เพิ่มเป็นประมาณ 6 ไร่ แม้ทางวัดและหน่วยงานท้องถิ่นจะคัดค้านก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีการยื่นฟ้องในประเด็นที่อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรส และการยกให้วัดโดยฝ่ายเดียวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว ปัจจุบันคดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา
อีกประเด็นสำคัญที่กำลังถูกดำเนินการ คือกรณีที่มีการแจ้งต่อสำนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินสูญหาย เพื่อขอออกใบแทน ทั้งที่ทางวัดยังคงเก็บรักษาเอกสารฉบับจริงไว้ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน
นายกฤศกรยังชี้แจงว่า แม้เอกสารสิทธิหลายแปลงจะยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นของวัด แต่ในทางกฎหมายถือว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกเป็นของวัดแล้วจากการยกให้และคำพิพากษาของศาล ส่วนการเปลี่ยนชื่อในเอกสารเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่ต้องดำเนินการผ่านกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดตามระเบียบ
พร้อมกันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งสำรวจที่ดินวัดที่มีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต โดยยอมรับว่าปัญหาที่ดินวัดซึ่งยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่ออย่างถูกต้องพบได้ในหลายจังหวัด และจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบร่วมกับกรมที่ดินต่อไป