จากกรณี ความคืบหน้าเหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งสร้างความสะเทือนใจและส่งผลให้ครู บุคลากรของโรงเรียน และนักเรียนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมีผู้เสียชีวิตหลายราย สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างหนัก และเกิดคำถามตามมาถึงสาเหตุและปัจจัยที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว

ล่าสุด พุทธ อภิวรรณ ได้เปิดเผยข้อมูลจากการพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้งครู ผู้ปกครอง นักเรียน และครอบครัวของผู้ก่อเหตุ เพื่อสะท้อนข้อมูลอีกด้านที่อาจช่วยให้สังคมทำความเข้าใจเหตุการณ์ได้รอบด้านมากขึ้น
หนึ่งในบุคคลที่ออกมาเปิดใจคือ “ครูอรสา” ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย ซึ่งเคยสอนนักเรียนผู้ก่อเหตุตั้งแต่ชั้น ม.2 โดยครูอรสาเล่าถึงพฤติกรรมของนักเรียนรายดังกล่าวในช่วงที่อยู่ภายใต้การดูแลของครู พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความใกล้ชิดกับเด็กเป็นพิเศษ
ครูอรสา ระบุว่า นักเรียนรายนี้เป็นเด็กค่อนข้างเงียบ การพูดคุยระหว่างครูกับนักเรียนจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ส่วนใหญ่จะพูดคุยกันเมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับการแก้งานหรืองานที่ค้างอยู่เท่านั้น ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมในด้านอื่นๆ ครูยอมรับว่าไม่ทราบมากนัก เนื่องจากไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง
ในด้านการเรียน ครูอรสาอธิบายว่า ภายในห้องเรียนมีนักเรียนประมาณ 2-3 คนที่มีพฤติกรรมในลักษณะคล้ายกัน คือค่อนข้างเงียบและอาจต้องได้รับการดูแลด้านการเรียนเพิ่มเติม ดังนั้น ครูจึงใช้วิธีปรับรูปแบบการสอนและการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เรียนได้ดีหรือกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม
ครูอรสายังระบุว่า หากนักเรียนมีงานค้างหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียน โดยส่วนใหญ่ปัญหาจะได้รับการแก้ไขตั้งแต่ช่วงชั้น ม.2 แล้ว จึงไม่ได้มองว่าการเรียนในช่วงที่ตนเองสอนเป็นแรงกดดันในลักษณะที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ชั้น ม.3 ครูอรสายอมรับว่าไม่ทราบว่าพฤติกรรมของนักเรียนรายดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื่องจากไม่ได้สอนหรือพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดเหมือนช่วง ม.2 ทำให้ไม่สามารถตอบได้ว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุ นักเรียนต้องเผชิญกับปัญหาหรือความกดดันในเรื่องใดบ้าง
ครูอรสายังเล่าว่า นักเรียนรายนี้ค่อนข้างมีเพื่อนน้อย เนื่องจากเป็นคนเงียบและไม่ค่อยพูดคุยกับคนรอบข้างมากนัก แต่ในช่วงที่ครูยังสอนอยู่ ไม่ได้พบพฤติกรรมที่ทำให้ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก คือกรณีที่มีข้อมูลว่านักเรียนผู้ก่อเหตุเคยถามหาหรือระบุถึง ครูอรสา ก่อนเกิดเหตุ ทำให้เกิดคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน รวมถึงเหตุผลที่มีการกล่าวถึงชื่อครูรายนี้
อย่างไรก็ตาม จากคำชี้แจงของครูอรสา ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนักเรียนไม่ได้มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษ การพูดคุยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเรียน การแก้งาน และงานที่ค้าง โดยหลังจากนักเรียนขึ้นชั้น ม.3 ครูไม่ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวหรือพฤติกรรมของเด็กมากนัก
ครูอรสายังย้ำว่า สิ่งที่ตนเองสามารถให้ข้อมูลได้เป็นเพียงพฤติกรรมของนักเรียนในช่วงเวลาที่เคยสอนเท่านั้น ไม่สามารถยืนยันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นได้ และไม่ควรนำข้อมูลจากช่วงเวลาหนึ่งไปสรุปเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงยังมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบต่อ ทั้งพฤติกรรมของนักเรียนก่อนเกิดเหตุ ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยข้อมูลจากครูอรสาถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่ช่วยให้สังคมเห็นว่า พฤติกรรมของนักเรียนในช่วงที่ยังอยู่ในระดับ ม.2 อาจไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนเกิดเหตุทั้งหมด
ทั้งนี้ การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหลายฝ่ายและผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่รอบด้าน และนำไปสู่แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงลักษณะเดียวกันขึ้นอีก