วันที่ 28 กันยายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมทางไกล เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม พร้อมกำชับหน่วยงานด้านสาธารณสุขเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายพัฒนา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดูแลประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยทีมปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินขนาดเล็ก (MiniMERT) ของกรมการแพทย์ ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน ขณะที่เขตสุขภาพที่ 9 ส่งทีมลงพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำนวน 3 ทีม ครอบคลุมทั้งชุมชนและพื้นที่ประสบภัย เพื่อสำรวจผลกระทบ ติดตามการดูแลประชาชนภายในศูนย์พักพิง ตลอดจนเตรียมบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับดูแลกลุ่มเปราะบาง
ส่วนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ราชบุรี ได้เตรียมความพร้อมรองรับการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนแม่กลอง โดยประเมินพื้นที่เสี่ยง จัดทำแผนอพยพประชาชน เตรียมศูนย์พักพิง รวมถึงระบบการแพทย์และสาธารณสุข ขณะที่เขตสุขภาพที่ 4 ลงพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เยี่ยมผู้ป่วยและผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ติดตามการเข้าถึงยาและบริการรักษาพยาบาล พร้อมให้คำแนะนำด้านสุขภาพ
สำหรับโรงพยาบาล (รพ.) แกลง จ.ระยอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ทะลักเข้าพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เตรียมทีม Sky Doctor เพื่อให้สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลปลายทาง
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า พื้นที่ที่มีสถานการณ์เร่งด่วนในวันนี้ ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี ปราจีนบุรี ระยอง โดยเฉพาะ อ.แกลง นครนายก กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ขณะเดียวกันระบบสุขภาพมีสถานพยาบาลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 2 แห่ง คือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และ รพ.นครนายก รวมถึงต้องติดตามสถานบริการที่อยู่ริมลุ่มน้ำแม่กลอง รพ.และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ปลายน้ำกระแสร์ อ.แกลง ตลอดจน รพ.สต.ในพระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นลำดับต้น คือ จ.ระยอง โดย รพ.บ้านค่าย ยังคงมีปริมาณน้ำสูง จึงสามารถเปิดให้บริการได้เฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน และมีแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจำนวน 30 ราย ไปยัง รพ.เฉลิมพระเกียรติฯ ส่วน รพ.แกลง มีน้ำท่วมขังและระดับน้ำภายในพื้นที่โรงพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤติ 8-10 ราย ไปยัง รพ.ระยอง และผู้ป่วยอีก 100 ราย ไปยัง รพ.เฉลิมพระเกียรติฯ
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อสั่งการให้ผู้ตรวจราชการฯ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด กำกับดูแลโรงพยาบาลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระบบสนับสนุนที่สำคัญ ทั้งยา เวชภัณฑ์ ระบบไฟฟ้าสำรอง น้ำประปา ออกซิเจน และทรัพยากรที่จำเป็นอื่นๆ พร้อมสำรวจและสนับสนุนส้วมกระดาษ โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรเพื่อใช้ในศูนย์พักพิงเป็นลำดับแรก
นอกจากนี้ ให้สื่อสารความเสี่ยงและข้อมูลที่จำเป็นแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเร่งจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ตามรายการที่พื้นที่ร้องขอ พร้อมติดตามสถานะการจัดส่งของแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน โดยกำหนดให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เป็นจุดรับหลัก ก่อนกระจายต่อไปยังพื้นที่ หน่วยงาน หรือตัวแทนประชาชน
สำหรับระยะหลังระดับน้ำลดลง ให้เตรียมทีมซ่อมบำรุงเข้าดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบสื่อสาร เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงสาธารณูปโภคที่จำเป็น ให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว พร้อมเร่งดูแลผู้ป่วยติดบ้านและผู้ป่วยติดเตียงให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ ได้รับยาอย่างต่อเนื่อง และติดตามเฝ้าระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ให้เร่งป้องกันและลดผลกระทบจากน้ำท่วมโรงพยาบาล โดยประสานจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และหน่วยทหาร เพื่อสนับสนุนกำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องสูบน้ำ พร้อมจัดทำแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตามระดับความเร่งด่วน ประสานโรงพยาบาลปลายทางให้เตรียมความพร้อมรองรับ และจัดทำแผนสำรองกรณีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต่อเนื่องของการรักษาพยาบาล
ส่วนการฟื้นฟู ให้จัดทำแผนและแนวทางการดำเนินงาน กำหนดภารกิจที่ต้องดำเนินการ พร้อมสำรวจและจัดทำรายการยา เวชภัณฑ์ รวมถึงทรัพยากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จำเป็น เพื่อเตรียมสำรองและสนับสนุนพื้นที่ให้มีทรัพยากรอย่างเพียงพอ
ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รวม 23 จังหวัด ขณะที่สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 49 แห่ง แบ่งเป็นเปิดให้บริการตามปกติ 24 แห่ง ปิดให้บริการบางส่วน 3 แห่ง และปิดบริการทั้งหมด 22 แห่ง นอกจากนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย โดยส่วนใหญ่มาจากการพลัดตกน้ำหรือจมน้ำ และไฟฟ้าช็อต
จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากระดับน้ำ กระแสน้ำ และสภาพพื้นที่ใต้น้ำอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากมีความจำเป็นต้องลงไปในน้ำ ควรนำอุปกรณ์ที่ช่วยพยุงตัว เช่น เสื้อชูชีพ หรือแกลลอนพลาสติก ติดตัวไปด้วย เพื่อใช้ช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
กรณีน้ำท่วมเข้าภายในบ้าน ขอให้ตัดการจ่ายไฟและงดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้ ประชาชนที่มีแอปพลิเคชัน หมอพร้อม สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมได้อีกทางหนึ่ง