เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Thon Thamrongnawasawat อธิบายสถานการณ์สภาพอากาศและฝนตกหนักในประเทศไทย หลังประชาชนเกิดความกังวลจากการแจ้งเตือนเกี่ยวกับ มหาอุทกภัย พร้อมให้ข้อมูลเปรียบเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554
ดร.ธรณ์ ระบุว่า หลังเสร็จภารกิจที่มัลดีฟส์และเดินทางกลับประเทศไทย ได้ติดตามการพยากรณ์อากาศ จึงนำข้อมูลที่พอทราบมาเล่าให้ฟัง โดยอธิบายพื้นฐานว่า อุตุนิยมวิทยาเป็นวิชาหลักด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดสอนวิชาดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่คณะประมงเมื่อประมาณ 55 ปีก่อน จึงพอมีความรู้ในเรื่องนี้อยู่บ้าง
สำหรับช่วงฤดูฝน เดือนกันยายนและตุลาคมถือเป็นช่วงที่มีฝนตกหนักมากที่สุดของปี ไม่ว่าจะเกิดเอลนีโญหรือไม่ ปริมาณฝนในช่วงดังกล่าวก็มีแนวโน้มมากกว่าเดือนอื่นอยู่แล้ว
ส่วนคำถามว่าเอลนีโญมีผลหรือไม่ ดร.ธรณ์ ระบุว่ามีผล เนื่องจากในปีนี้ยังไม่มีพายุหมุนเขตร้อน ทั้งดีเปรสชัน พายุโซนร้อน หรือไต้ฝุ่น เข้าประเทศไทยหรือส่งผลกระทบอย่างแท้จริงแม้แต่ลูกเดียว ขณะที่ปีก่อนมีพายุเข้ามาถึง 7 ลูก
ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วง 48 ปีที่ผ่านมา มีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยทั้งหมด 164 ลูก โดยเดือนที่มีพายุเข้ามากที่สุดคือเดือนกันยายน 39 ลูก และเดือนตุลาคม 48 ลูก ขณะที่ขณะนี้เข้าสู่ช่วงปลายเดือนกันยายนแล้ว แต่ยังไม่มีพายุเข้ามาแม้แต่ลูกเดียว และหากย้อนกลับไปดูการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่มาหลายเดือนก่อน ระบุว่าในปีนี้อาจมีพายุเข้าประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก
ดร.ธรณ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในต่างประเทศว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เห็นข่าวไต้ฝุ่นเคลื่อนเข้าสู่ญี่ปุ่นและจีนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังไม่ค่อยได้ยินข่าวเฮอริเคนเข้าสหรัฐฯ โดยระบุว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 112 ปีที่ยังไม่มีพายุเฮอริเคนในสหรัฐฯ จนถึงขณะนี้ ซึ่งมองว่าเป็นผลจากซูเปอร์เอลนีโญ
สำหรับประเทศไทย ร่องมรสุมสามารถทำให้เกิดฝนตกหนักได้ แต่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนพายุที่จะนำมวลน้ำปริมาณมหาศาลลงมาตกพร้อมกันในพื้นที่กว้าง โดยก่อนหน้านี้เคยอธิบายว่า ทั้งเอลนีโญและภาวะโลกร้อนส่งผลให้ปริมาณไอน้ำในบรรยากาศอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล หรือกล่าวได้ง่ายๆ ว่าเป็นช่วงที่บรรยากาศมีความชื้นสูงมาก
เมื่อเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ จึงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เพราะระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับได้ทัน โดยเฉพาะพื้นที่เมืองบางแห่งที่มีปัญหาการระบายน้ำและเป็นพื้นที่น้ำท่วมเป็นประจำในช่วงฤดูฝน
สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันดังกล่าวแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มวลน้ำจำนวนมากไหลลงมาท่วมพื้นที่ต่อเนื่องเป็นจังหวัด โดยในปี 2554 เกิดปรากฏการณ์ลานีญาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ฝนมาเร็วตั้งแต่เดือนมีนาคม และปริมาณฝนสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมสูงกว่าค่าเฉลี่ย 35%
นอกจากนี้ ในปี 2554 ยังมีพายุเคลื่อนเข้าประเทศไทยถึง 5 ลูก แตกต่างจากปีนี้ที่ยังไม่มีพายุเข้ามาแม้แต่ลูกเดียว ขณะที่ข้อมูลจาก GISTDA ซึ่งวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าเดือนสิงหาคม 2554 มีพื้นที่น้ำท่วมประมาณ 5.7 ล้านไร่ ส่วนเดือนสิงหาคมปีนี้มีพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง 4 แสนไร่
จากข้อมูลดังกล่าว ดร.ธรณ์ ระบุว่า โอกาสที่จะเกิดอุทกภัยในระดับเดียวกับปี 2554 จึงแทบเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดและทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงในเวลาไม่นาน แตกต่างจากสถานการณ์ปี 2554 ที่บางพื้นที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานหลายเดือน
ขณะเดียวกัน การพยากรณ์อากาศในยุคโลกร้อนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นช่วงเวลาที่มีความแปรปรวนสูง โดยความแปรปรวนจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษ รวมถึงในช่วงที่เกิดลานีญาด้วย
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำท่าด้วย เช่น บริเวณพระนครศรีอยุธยาในขณะนี้มีปริมาณน้ำท่าค่อนข้างมาก ขณะที่ปราจีนบุรีก็มีปริมาณน้ำท่ามากพอสมควร โดยสามารถติดตามแผนที่ปริมาณน้ำท่าได้จาก ThaiWater
สำหรับปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าบริเวณพัทยามีฝนสะสมมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่มีรายงานออกมา
สำหรับวันที่ 25 กันยายน 2569 ฝนยังคงวนเวียนอยู่บริเวณภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยบางส่วนอาจเคลื่อนเข้ามายังพื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานคร
ดร.ธรณ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การติดตามพยากรณ์และเตรียมรับมือฝนตกหรือน้ำท่วมฉับพลันควรทำเป็นประจำทุกวัน เพราะการพยากรณ์ที่ใกล้กับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจะมีความแม่นยำมากกว่า พร้อมแนะนำแอปพลิเคชันที่สามารถใช้ติดตามสถานการณ์ได้ เช่น windy และ thaiwater ซึ่งมองว่าเป็นเครื่องมือที่ทำออกมาใช้งานได้ดี
นอกจากนี้ ทักษะในการเรียนรู้และติดตามข้อมูลจากแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศถือเป็นสิ่งจำเป็น นอกเหนือจากการติดตามรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนข้อมูลจากเพจต่างๆ ดร.ธรณ์ ระบุว่าใช้สำหรับดูเพื่อให้เกิดข้อสงสัยหรือ เอ๊ะ ก่อนนำไปตรวจสอบยืนยันกับแอปพลิเคชันและข้อมูลพยากรณ์จากหน่วยงานทางการอีกครั้ง
ท้ายที่สุด ดร.ธรณ์ ระบุว่า คำว่า เอาอยู่ เป็นคำต้องห้าม !