วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 07.30 น. ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการกำชับที่ประชุม สส. พรรคภูมิใจไทย เรื่องห้ามพกพาอาวุธปืน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้กำชับเรื่องดังกล่าวไปแล้ว และให้เป็นไปตามนั้น พร้อมย้ำว่าไม่ได้กำชับเฉพาะ สส. แต่รวมถึงทุกคน เนื่องจากขณะนี้ไม่มีใครสามารถพกพาอาวุธปืนได้ เพราะไม่มีใบอนุญาตพกปืนอีกแล้วในประเทศไทย และใบอนุญาตพกปืนทุกใบในประเทศขณะนี้หมดอายุ จึงไม่สามารถพกพาอาวุธปืนได้
เมื่อถามถึงกรณีที่ สส. พรรคภูมิใจไทยหลายคนมีการสะสมอาวุธปืนจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งเจ้าตัวต้องชี้แจงผ่านบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะ สส. แต่รวมถึงบุคคลที่เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งหรือมีตำแหน่งทางการเมือง หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืน ก็ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และอาจถูกนำไปตีความในประเด็นด้านจริยธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองได้ เนื่องจากยังไม่ทราบว่าประเด็นด้านจริยธรรมจะนำไปสู่การถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน เพราะเมื่อกฎหมายห้ามพกพาอาวุธปืน บุคคลที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยและได้รับเลือกจากประชาชนก็ควรปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นตัวอย่างที่ดี
เมื่อถามถึงมติคณะรัฐมนตรีที่ยกเลิกใบอนุญาตซื้อปืน หรือ ป.3 ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถซื้อปืนได้อีก ไม่ว่าเป็นบุคคลใดใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ครับ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ต้องจัดระเบียบ ปืนเมืองไทยขณะนี้มีสิบล้านกระบอก แบบนี้ไม่ไหว ประชากรมี 70 ล้านคนเอง
จากนั้นถามถึงกรณีดราม่าจากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังนายกรัฐมนตรีพูดถึงกรณีการยิงโจรที่เข้ามาในบ้าน ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีการเข้าใจผิด โดยหลักสำคัญคือพยายามทำให้ทุกคนตระหนักว่าอาวุธปืนไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับใคร หากมีการใช้อาวุธปืนเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเห็นว่าเป็นการกระทำที่ควรแก่เหตุหรือไม่ก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง และไม่ใช่ให้ตำรวจเป็นผู้พิสูจน์แทน
นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากเกิดเหตุมีบุคคลเข้ามาประสงค์ร้ายและมีการใช้อาวุธปืนยิงบุคคลดังกล่าว ผู้ใช้อาวุธปืนก็ต้องถูกตั้งข้อหาก่อน จากนั้นจึงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล
นายอนุทินกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา อาจสื่อสารด้วยข้อความที่สั้นเกินไป แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์ที่ต้องการสื่อคือไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะอาวุธปืนไม่เคยนำสิ่งที่ดีมาสู่ทั้งผู้ใช้อาวุธปืนและผู้ที่ถูกอาวุธปืน คนที่ถูกยิงอาจได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ผู้ใช้อาวุธปืนก็อาจต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและขึ้นศาล
ทั้งนี้ กว่าคดีจะสิ้นสุดและมีคำพิพากษาว่าเป็นการป้องกันตัวเองหรือเป็นเหตุที่ควรแก่เหตุ ผู้เกี่ยวข้องต้องใช้เวลาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงการประกันตัวและขั้นตอนต่างๆ นายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งที่ทำได้คือการเตือนสติประชาชน ไม่ได้บังคับว่าใครจะต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะปัจจุบันมีกฎหมายกำกับดูแลอยู่แล้ว และกฎหมายไม่ได้ถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้อาวุธปืนให้มากที่สุด