จากกรณี สื่อต่างประเทศ ได้ รายงานวันที่ 23 ส.ค. ว่า กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศถล่มวัดแห่งหนึ่งใน เมืองมย่อง ภาคซะไกง์ ทางตอนกลาง ขณะชาวบ้านรวมตัวกันที่ศาลาวัดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในช่วงเข้าพรรษา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย
นายนเว อู มย่อง ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร เปิดเผยว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 09.00 น. ของวันที่ 21 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น โดยเหยื่อที่เสียชีวิตเป็นผู้ชาย 11 ราย และผู้หญิงอีก 3 ราย
ผู้สูงอายุเข้าไปปฏิบัติธรรมในศูนย์ปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อถือศีลในเทศกาลเข้าพรรษา ผู้เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 50-70 ปี “นี่ไม่ใช่การโจมตีผิดพลาด พวกเขาจงใจพุ่งเป้ามาที่วัด” นายนเว อู มย็อง กล่าว
ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า กองทัพเมียนมามักพึ่งพาเครื่องบินรบที่จัดหาโดยจีนและรัสเซียเพื่อสกัดกั้นกลุ่มกบฏ เมื่อสัปดาห์ที่ก่อนคณะผู้ตรวจสอบของหน่วยงาน กลไกการสืบสวนอิสระสำหรับเมียนมา (ไอไอเอ็มเอ็ม) ที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) เผยแพร่รายงานกล่าวหาว่ากองทัพโจมตีทางอากาศต่อพลเรือนอย่างไม่เลือกเป้าหมาย
ฝ่ายรัฐบาลเมียนมาเรียกรายงานของไอไอเอ็มเอ็มว่า เป็นข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวต่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยของเมียนมา โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน โครงการข้อมูลสถานที่และเหตุการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ (เอซีแอลอีดี) องค์กรรวบรวม วิเคราะห์ และทำแผนที่ข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง การปะทะกันด้วยอาวุธ และการประท้วงทั่วโลก ระบุในรายงานเมื่อเดือนก.ค. ว่า
กลยุทธ์การก่อการร้ายอย่างต่อเนื่องของกองทัพรวมถึงการมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและการรวมตัวทางสังคม เช่น งานแต่งงานและเทศกาลทางศาสนา เพื่อเพิ่มผลกระทบทางจิตวิทยาให้มากที่สุด ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2564 โดยโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของ นางออง ซาน ซู จี และในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายรวมกันมากกว่า 100,000 คน ท่ามกลางการต่อสู้ที่ยังยืดเยื้อระหว่างกองทัพกับกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ