ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในพื้นที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและผู้ใช้บริการภายในห้างเป็นอย่างมาก โดยคนร้ายสามารถกวาดทองรูปพรรณและทองคำหลบหนีไปได้จำนวนมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าคนร้ายได้ทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 64 บาท และสร้อยข้อมือทองคำอีก 120 บาท รวมทองคำที่ถูกชิงไปทั้งสิ้น 184 บาท คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 13,036,400 บาท
ล่าสุด วันที่ 5 สิงหาคม 2569 พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เปิดเผยความคืบหน้าของคดีว่า จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เชื่อว่าคนร้ายทั้ง 2 รายเป็นชาวลาว โดยหลังก่อเหตุได้ใช้รถจักรยานยนต์หลบหนีออกจากพื้นที่ ก่อนนำรถไปจอดทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำโขง และลงเรือที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อข้ามไปยังฝั่งเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งรวบรวมหลักฐานทุกด้าน ทั้งจากการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ การเก็บลายนิ้วมือแฝง การตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวมถึงการประสานข้อมูลกับด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน และสอบปากคำผู้ประกอบการรถเช่าในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการหลบหนีของผู้ก่อเหตุอย่างละเอียด
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับจำนวน 100,000 บาท สำหรับผู้ที่สามารถให้เบาะแสสำคัญนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจของ สปป.ลาว เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ทางการลาวได้ดำเนินการติดตามเส้นทางหลบหนีของคนร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถตรวจยึดเสื้อผ้าที่คาดว่าเป็นชุดที่ผู้ก่อเหตุสวมใส่ขณะลงมือก่อเหตุ ซึ่งถูกถอดทิ้งไว้ในพื้นที่เมืองห้วยทราย เพื่อตัดร่องรอยและหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้น เชื่อว่าคนร้ายได้หลบหนีออกจากเขตเมืองห้วยทรายไปแล้ว หลังข้ามพรมแดนสำเร็จ ทำให้เจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ต้องเร่งตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และกระจายกำลังเฝ้าระวังตามเส้นทางสำคัญต่าง ๆ เพื่อสกัดจับและติดตามตัวผู้ต้องสงสัยโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าขยายผลอย่างเข้มข้น เพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ พร้อมตรวจสอบว่ามีผู้ร่วมขบวนการหรือผู้ให้การช่วยเหลือในการวางแผนหลบหนีข้ามพรมแดนหรือไม่ โดยคดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีอุกฉกรรจ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือขณะนี้